KNOWLEDGE ARTICLE
คู่มือเลือกขนาดรถเครน

Load Chart รถเครน คือข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกขนาดรถ

Load Chart รถเครน คือ ตารางหรือข้อมูลทางเทคนิคที่ใช้บอกความสามารถในการยกของรถเครนภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น รัศมีการยก ความยาวบูม การกางขาค้ำยัน และรูปแบบการติดตั้งอุปกรณ์ของรถ

การระบุว่ารถเครนมีขนาด 10 ตัน 25 ตัน 50 ตัน หรือ 80 ตัน ไม่ได้หมายความว่ารถจะสามารถยกน้ำหนักตามตัวเลขดังกล่าวได้ทุกระยะ ทุกความสูง และทุกตำแหน่ง เนื่องจากความสามารถในการยกจริงเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งของชิ้นงานและ Configuration ของรถแต่ละรุ่น

ดังนั้น ก่อนเลือก บริการเช่ารถเครน ควรเตรียมข้อมูลน้ำหนักชิ้นงาน ระยะจากจุดตั้งรถถึงจุดยก ความสูง และสภาพพื้นที่ เพื่อใช้ตรวจสอบร่วมกับ Load Chart ของรถรุ่นที่จะเข้าปฏิบัติงาน

หลักสำคัญ: การเลือกเครนควรดู น้ำหนักชิ้นงาน + Working Radius + Boom Length + Lift Height + Outrigger Configuration + สภาพหน้างาน ร่วมกัน ไม่ควรตัดสินใจจากคำว่า “รถเครนกี่ตัน” เพียงอย่างเดียว
Load Chart รถเครน คืออะไร?

Load Chart คือข้อมูลจากผู้ผลิตที่ระบุความสามารถในการยกของรถเครนในแต่ละ Configuration โดยค่าที่ควรดูประกอบกัน ได้แก่

  1. น้ำหนักของชิ้นงาน
  2. Working Radius หรือรัศมีการยก
  3. Boom Length หรือความยาวบูม
  4. ความสูงหรือตำแหน่งที่ต้องการยก
  5. การกาง Outrigger และ Configuration ของรถ
  6. ข้อกำหนดและหมายเหตุของ Load Chart รุ่นนั้น

ดังนั้น พิกัดรถเครนที่ระบุเป็นจำนวนตันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูล การเลือกใช้งานจริงต้องอ้างอิง Load Chart ของรถรุ่นนั้นร่วมกับรายละเอียดหน้างาน

Load chart รถเครน
5 ค่าที่ควรรู้

5 ข้อมูลสำคัญที่ต้องดูก่อนอ่าน Load Chart รถเครน

ก่อนเปิดตาราง Load Chart ควรมีข้อมูลของชิ้นงานและหน้างานให้ครบ เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่าควรอ่านค่าจากตำแหน่งใดของตาราง

01

น้ำหนักชิ้นงาน

ควรทราบน้ำหนักของชิ้นงาน รวมถึงอุปกรณ์ประกอบการยกที่เกี่ยวข้องตามวิธีการยกที่กำหนดไว้สำหรับงานนั้น

02

Working Radius

คือระยะทำงานตามนิยามที่ผู้ผลิตกำหนดใน Load Chart ซึ่งโดยทั่วไปสัมพันธ์กับระยะระหว่างจุดหมุนของเครนและแนวดิ่งของโหลด

03

Boom Length

ความยาวบูมมีผลต่อ Configuration และค่าความสามารถในการยก ต้องใช้ค่าที่ตรงกับการตั้งค่ารถจริง

04

Lift Height

ต้องทราบว่าชิ้นงานจะถูกยกจากระดับใดไปยังระดับใด และมีสิ่งกีดขวางหรือโครงสร้างอยู่ในแนวการยกหรือไม่

05

Outrigger และ Configuration

Load Chart ของบางรุ่นแยกค่าตามการกางขาค้ำยัน Counterweight, Jib หรือรูปแบบการทำงาน จึงต้องเลือกตารางให้ตรงกับรถจริง

06

หมายเหตุของผู้ผลิต

Load Chart แต่ละรุ่นมี Notes และข้อกำหนดเฉพาะ ควรอ่านควบคู่กับคู่มือรถ ไม่ควรนำค่าจากรถรุ่นหนึ่งไปใช้แทนอีกรุ่นหนึ่ง

1. ทำไมรถเครน 10 ตัน ไม่ได้หมายความว่ายก 10 ตันได้ทุกระยะ?

ตัวเลขพิกัดที่ใช้เรียกรถเครน เช่น 10 ตัน 25 ตัน หรือ 80 ตัน ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นน้ำหนักที่รถสามารถยกได้ในทุกตำแหน่ง

เมื่อชิ้นงานอยู่ห่างจากตัวรถมากขึ้น โมเมนต์ที่เกิดขึ้นกับตัวรถจะเพิ่มขึ้น และค่าความสามารถในการยกตาม Load Chart อาจลดลงตาม Configuration ของรถ

ดังนั้น หากแจ้งเพียงว่า “ชิ้นงานหนัก 8 ตัน” ยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปว่ารถเครน 10 ตันจะเหมาะกับงานนั้นหรือไม่

ต้องทราบเพิ่มเติมว่า รถสามารถตั้งห่างจากชิ้นงานกี่เมตร ต้องยกสูงเท่าใด และสามารถกางขาค้ำยันในพื้นที่ได้อย่างไร

ตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ: ชิ้นงานน้ำหนักเท่ากัน แต่ตำแหน่งแรกอยู่ใกล้ตัวรถ ส่วนอีกตำแหน่งอยู่ไกลออกไปหลายเมตร อาจต้องใช้ความสามารถของเครนต่างกัน จึงต้องตรวจสอบ Working Radius กับ Load Chart ก่อนทุกครั้ง

2. Working Radius หรือรัศมีการยก สำคัญอย่างไร?

Working Radius เป็นหนึ่งในค่าหลักที่ใช้ร่วมกับ Load Chart โดยควรอ้างอิงนิยามและตำแหน่งการวัดตามที่ผู้ผลิตรถเครนรุ่นนั้นกำหนด

ในทางปฏิบัติ ระยะนี้ได้รับผลจากตำแหน่งที่รถสามารถเข้าไปตั้งได้ สิ่งกีดขวาง อาคาร เครื่องจักร รั้ว หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถรองรับขาค้ำยันได้

หากรถไม่สามารถตั้งใกล้ชิ้นงานได้ตามที่วางแผนไว้ Working Radius อาจเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ต้องประเมินขนาดรถเครนใหม่

นี่จึงเป็นเหตุผลที่รูปหน้างานและระยะจริงมีความสำคัญต่อการประเมิน ขนาดรถเครนสำหรับงานยก

3. Boom Length หรือความยาวบูม ต้องดูร่วมกับอะไร?

ความยาวบูมสัมพันธ์กับระยะและความสูงที่ต้องการเข้าถึง แต่การยืดบูมออกไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยกน้ำหนักเท่าเดิมได้ทุกตำแหน่ง

Load Chart มักแสดงค่าที่แตกต่างกันตาม Boom Length และ Working Radius ผู้ใช้งานจึงต้องเลือกแถวและคอลัมน์ที่ตรงกับ Configuration ของรถจริง

หากงานต้องยกข้ามอาคาร ข้ามเครื่องจักร หรือเข้าถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป การประเมิน Boom Length ต้องทำควบคู่กับ Working Radius และความสูงที่ต้องการ

4. Outrigger มีผลต่อ Load Chart หรือไม่?

รถเครนหลายประเภทใช้ขาค้ำยันหรือ Outrigger เพื่อสร้างฐานรองรับขณะปฏิบัติงาน และ Load Chart ของรถบางรุ่นอาจแยกความสามารถตามรูปแบบการกางขาค้ำยัน

ดังนั้น ก่อนประเมินรถ ต้องตรวจสอบว่าหน้างานมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการตั้งรถและกาง Outrigger ตาม Configuration ที่ต้องใช้หรือไม่

นอกจากพื้นที่แล้ว สภาพพื้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องประเมิน เพราะตำแหน่งขาค้ำยันต้องรองรับแรงจากการทำงานของรถตามแผนการยก

5. Counterweight, Jib และอุปกรณ์เสริมต้องดูใน Load Chart ด้วยหรือไม่?

ต้องตรวจสอบตามข้อมูลของรถรุ่นนั้น เนื่องจากรถเครนบางรุ่นมี Load Chart หลายชุดสำหรับ Configuration ที่แตกต่างกัน เช่น น้ำหนัก Counterweight ความยาวบูม การติดตั้ง Jib หรือรูปแบบของ Outrigger

จึงไม่ควรนำตัวเลขจาก Load Chart ของรถคนละรุ่น หรือ Configuration คนละแบบมาใช้แทนกัน

การประเมินรถสำหรับงานจริงควรอ้างอิงเอกสารของรถคันหรือรุ่นที่จะนำเข้าหน้างานโดยตรง

ตัวอย่างแนวคิด

ตัวอย่าง: ข้อมูลเดียวกันที่ต้องใช้ก่อนเปิด Load Chart

ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเตรียมข้อมูลเพื่อประเมินรถเท่านั้น ไม่ใช่ Load Chart ของรถรุ่นใด และไม่ใช้แทนข้อมูลจากผู้ผลิต

ข้อมูลที่ต้องรู้ ตัวอย่างข้อมูลหน้างาน นำไปใช้พิจารณาอะไร
น้ำหนักชิ้นงาน เช่น 5 ตัน ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานของ Load ที่ต้องยก
จุดตั้งรถ ตั้งรถได้ห่างจากตำแหน่งยกตามพื้นที่จริง ใช้ประกอบการกำหนด Working Radius
ความสูง ยกขึ้นตำแหน่งเหนือระดับพื้น ใช้พิจารณา Boom Length และ Geometry
Outrigger มีพื้นที่กางตาม Configuration ที่กำหนด เลือก Load Chart ให้ตรงกับรูปแบบการตั้งรถ
สิ่งกีดขวาง อาคาร ท่อ เครื่องจักร หรือโครงสร้าง พิจารณาเส้นทางบูมและตำแหน่งรถ
ข้อควรจำ: แม้มีน้ำหนักชิ้นงานเท่ากัน แต่หาก Working Radius หรือ Configuration ต่างกัน ขนาดรถเครนที่เหมาะสมก็อาจแตกต่างกัน
Checklist ก่อนสอบถาม

ก่อนเช่ารถเครน ควรส่งข้อมูลอะไรให้ผู้ให้บริการ?

หากต้องการให้ทีมงานช่วยประเมินรถเครนเบื้องต้น ควรเตรียมข้อมูลให้ครบมากกว่าการแจ้งเพียงน้ำหนักชิ้นงาน

น้ำหนักชิ้นงาน
ระบุน้ำหนักจริงหรือข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้
ขนาดชิ้นงาน
กว้าง × ยาว × สูง และลักษณะจุดยกถ้ามี
ระยะจากจุดตั้งรถถึงจุดยก
ช่วยประกอบการพิจารณา Working Radius
ความสูงที่ต้องการยก
แจ้งระดับรับและระดับปลายทางของชิ้นงาน
รูปและสภาพพื้นที่
รวมถึงสิ่งกีดขวาง ทางเข้า และพื้นที่กางขาค้ำยัน
วันและช่วงเวลาปฏิบัติงาน
ระบุสถานที่ วันที่ และช่วงเวลาที่ต้องการใช้รถ

สรุป: Load Chart ช่วยตอบว่ารถเครนขนาดนั้นยกได้จริงหรือไม่ในเงื่อนไขที่กำหนด

การเลือกขนาดรถเครนไม่ควรดูเพียงคำว่า 10 ตัน 25 ตัน หรือ 80 ตัน เพราะความสามารถในการยกจริงขึ้นอยู่กับ Configuration และเงื่อนไขของงาน

ข้อมูลสำคัญที่ต้องดูร่วมกันคือ น้ำหนักชิ้นงาน + Working Radius + Boom Length + Lift Height + Outrigger Configuration + ข้อกำหนดของ Load Chart

เมื่อมีข้อมูลหน้างานครบ จึงนำไปตรวจสอบกับ Load Chart ของรถรุ่นที่เตรียมใช้งาน เพื่อพิจารณาว่ารถและ Configuration นั้นรองรับงานตามเงื่อนไขที่กำหนดหรือไม่

หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกเครนขนาดใด สามารถดูข้อมูล บริการเช่ารถเครน 10–500 ตัน และส่งรายละเอียดหน้างานเพื่อใช้ประกอบการประเมินรถเบื้องต้น

FAQ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Load Chart รถเครน

Load Chart คือข้อมูลจากผู้ผลิตที่แสดงความสามารถในการยกของรถเครนภายใต้เงื่อนไขและ Configuration ต่าง ๆ เช่น Working Radius, Boom Length และการกาง Outrigger

ไม่ควรสรุปจากตัวเลขพิกัดเพียงอย่างเดียว ความสามารถในการยกจริงขึ้นอยู่กับ Working Radius, Boom Length, Configuration ของรถ และค่าที่ระบุใน Load Chart ของรถรุ่นนั้น

เพราะตำแหน่งของโหลดเมื่ออยู่ห่างจากตัวรถมากขึ้นมีผลต่อโมเมนต์และความสามารถในการยกของเครน จึงต้องตรวจสอบ Working Radius และค่าความสามารถในการยกจาก Load Chart ของรถรุ่นนั้น

ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะรถแต่ละรุ่นอาจมี Boom, Counterweight, Outrigger Configuration และข้อกำหนดแตกต่างกัน ควรใช้ Load Chart ของรถรุ่นที่จะนำไปใช้งานจริง

ควรเตรียมน้ำหนักและขนาดชิ้นงาน ระยะจากจุดตั้งรถถึงจุดยก ความสูงที่ต้องการยก รูปหน้างาน สภาพพื้น พื้นที่กางขาค้ำยัน และวันเวลาที่ต้องการใช้งาน เพื่อใช้ประกอบการประเมินขนาดรถเบื้องต้น

ยังไม่แน่ใจว่าหน้างานควรใช้รถเครนกี่ตัน?

ส่งน้ำหนักและขนาดชิ้นงาน ระยะจากจุดตั้งรถถึงจุดยก ความสูง รูปหน้างาน สภาพพื้น และวันที่ต้องการใช้งาน เพื่อให้ทีมงาน ป.ศิริยนต์โฟล์คลิฟท์ ใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณารถที่เหมาะกับเงื่อนไขของงาน

แชร์บทความ